ซาอุฯ ปรับกฎ "ค้าปลีก" เปิดทางต่างชาติ 100%

แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกอาหารในซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นเป้าหมายที่ผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงไทยให้ความสนใจมานาน ด้วยปัจจัยดึงดูดของศักยภาพในกลุ่มผู้บริโภคตลาดซาอุดีอาระเบีย ที่เป็น 1 ใน 6 ของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน

ก่อนหน้านี้ ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยเปิดเผยรายงานภาพรวมระหว่างปี 2557-2562 ระบุว่า ปริมาณการบริโภคอาหารในกลุ่มประเทศ GCC คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.5% โดยคาดว่าในปี 2562 ปริมาณการบริโภคอาหารทั้งภูมิภาคจะอยู่ที่ 51.9 ล้านตัน เนื่องจากมีการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้นอีก 2.4 ล้านคน เป็น 57.6 ล้านคน ในปี 2562

ซาอุฯเป็นประเทศที่มีการบริโภคอาหารมากที่สุด ในบรรดากลุ่มประเทศ GCC คิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของปริมาณการบริโภคอาหารทั้งหมด ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีปรับกฎและนโยบายการลงทุนใหม่ เปิดโอกาสให้บริษัทต่างประเทศสามารถลงทุนใน "ภาคค้าปลีก" เป็นเจ้าของได้ 100% ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกอาหารจะได้รับอานิสงส์เติบโตสูงขึ้น ซึ่งปี 2559 การบริโภคในซาอุฯจะมีมูลค่าอยู่ที่ 113,000 ล้านดอลลาร์

Middle East Online รายงานว่า รัฐบาลซาอุฯเปิดกว้างการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการค้าปลีกมากขึ้น นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามมาโดยตลอด และหนึ่งในแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว ก็คือ ยุทธศาสตร์ "วิสัยทัศน์ 2030" โดยมุ่งลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันในอีก 14 ปี ข้างหน้า

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน รองมกุฎราชกุมาร เผยว่า แผนการพัฒนานี้ซาอุฯตั้งเป้าเพิ่มรายได้ที่ไม่ได้มาจากน้ำมันจาก 43,600 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน เป็น 160,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563 และ 267,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 เพื่อหาทางออกให้กับเศรษฐกิจภายใน หลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

"วิสัยทัศน์ 2030" จะเป็นเครื่องมือในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งในภูมิภาคและนานาชาติ รวมถึงการผ่อนคลายข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับซาอุฯต่อแหล่งเงินทุนทั่วโลกมากขึ้น

โดยกฎระเบียบใหม่จะสร้างงานต่อชาวซาอุฯมากขึ้นกว่า1ล้านตำแหน่ง ในอีก 14 ปีข้างหน้า ซาอุฯเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารและการเกษตรรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศ GCC คือราว 80% ของความต้องการบริโภคในประเทศ โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เพียงจะช่วยให้รายได้ต่อหัวของคนในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ดอลลาร์ ยังทำให้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและมีความต้องการบริโภคสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้"วิสัยทัศน์2030" ยังส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน สร้างแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงผ่อนปรนข้อบังคับการออกวีซ่า และให้สิทธิในการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถตั้งถิ่นฐานได้ระยะยาว เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานจาก 22% เป็น 30%

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1467795276