‘ทูตต่างชาติ’ ยกนิ้วให้ไทย ผู้นำเกษตร-อาหารอาเซียน

จากที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก โดยในปี 2558 ที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ได้ถึง 1.3 ล้านล้านบาท และเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไทยมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานโลกอันจะมีผลต่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการ ได้เชิญเอกอัครราชทูต อุปทูต และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต(อัครราชทูตที่ปรึกษา/เลขานุการเอก)จาก 34 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ บราซิล ฯลฯ ร่วมศึกษาดูงานความก้าวหน้าการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

สำหรับในการเดินทางครั้งนี้ได้ไปศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกระบวนการผลิต 3 แห่ง ได้แก่ 1.การผลิตไก่สดและไก่แปรรูป ของบริษัท จีเอฟพีที นิชิเร(ประเทศไทย) จำกัด ที่จังหวัดชลบุรี 2.ศึกษาดูงานการผลิตผลไม้ และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ณ สวนละไม จังหวัดระยอง และ 3.ศึกษาดูงานโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ (โรงงานผลิตบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง) ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือซีพีเอฟที่จังหวัดระยอง

ทูตยกนิ้วไทยมาตรฐานโลก

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการสอบถามบรรดาเอกอัครราชทูต หรือผู้แทนที่เข้าเยี่ยมชมครั้งนี้ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต่างมีความพอใจ และชื่นชมกระบวนการผลิตสินค้าอาหารของไทยที่ส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงจำหน่ายในประเทศของเหล่าบรรดาทูตว่าสามารถผลิตได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สามารถสร้างความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดความมั่นใจในการบริโภคสินค้าไทย และนำเข้าสินค้าจากไทยในระดับสูง ซึ่งหวังว่าทูตจากประเทศต่างๆ จะช่วยนำไปบอกต่อกับผู้บริโภคในประเทศของตน ซึ่งจะมีผลช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย และจะส่งผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรของไทยในระยาว

ขณะที่ Mr.Ahmad Rusdi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทย และรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวได้ด้วย ซึ่งจากที่ได้มาเห็นกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการไทยได้สร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยในสินค้าเกษตรและอาหารของไทยได้เป็นอย่างมาก รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนก็มองว่าไทยมีคุณภาพมาตรฐานสินค้าที่ดีและเป็นผู้นำของอาเซียน

เช่นเดียวกับ Mr.Ngugen Tat Thanh เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่กล่าวว่า แม้เวียดนามจะปลูกพืชเกษตรและผลไม้อยู่หลายชนิด แต่ยังขาดประสบการณ์เรื่องการแปรรูป และการเซตมาตรฐาน และการให้การรับรองมาตรฐานการส่งออกที่เวียดนามยังต้องเรียนรู้จากไทย นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเรียนรู้ในการแปรรูปข้าวจากไทย เพราะไทยและเวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวที่สำคัญของโลก เช่นเดียวกับผลไม้ของเวียดนามและไทยก็มีคล้ายๆ กัน และรสชาติก็ใกล้เคียงกัน แต่อีกด้านหนึ่งเวียดนามก็อยากนำเข้าผลไม้และข้าวจากไทยเพื่อแลกเปลี่ยนกัน

สหรัฐฯชี้จีเอ็มโอผู้บริโภคตัดสิน

ด้าน Mr.Rey Santella ผู้ช่วยที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า อยู่เมืองไทยมา 4 ปีแล้ว และได้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยด้านอาหาร ทั้งนี้ Mr.Rey ยังให้ความเห็นถึงเรื่องพืชและอาหารที่มาจากการดัดแปลงทางพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ ที่สหรัฐฯ มีเทคโนโลยี และมีความก้าวหน้าในการผลิตสินค้าจีเอ็มโอในระดับสูง และค่อนข้างก้าวหน้าว่า การตัดสินใจจะเลือกซื้อหรือบริโภคสินค้าจีเอ็มโอหรือไม่ในสหรัฐฯขึ้นกับการตัดสินใจของผู้บริโภค เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ขึ้นกับผู้บริโภคเช่นกัน

อย่างไรก็ดีจากที่สหรัฐฯเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของไทย และที่ผ่านมาไทย-สหรัฐฯก็เป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่ดีต่อกัน มีการแก้ไขปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นๆ ของโลก เป็นผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ (ไก่)อันดับ 4 ของโลก แต่ทั้งนี้ประเทศไทยก็ยังต้องปรับตัวและยกระดับสินค้าให้เข้ากับมาตรฐานสากล ขณะที่ในเรื่องการปฏิรูปภาคการเกษตร รัฐบาลไทยก็จำเป็นต้องรวบรมข้อมูลจากผู้บริโภค และต้องตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุด โดยยึดผู้บริโภคเป็นหลัก

รัสเซียอ้าแขนรับสินค้า-นักลงทุน

ส่วน Mr.Kirill Barsky เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซีย ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร และปศุสัตว์ ทั้งไก่ ผักผลไม้ อาหารทะเล ซึ่งจากการเข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานด้านการเกษตรกับทูตนานาประเทศในครั้งนี้ทำให้รู้สึกได้ว่า ได้เห็นความมีมาตรฐานด้านสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งไทยก็ทำได้ดีอยู่แล้วไม่มีคำแนะนำอะไรมาก

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้มาเยี่ยมชมโรงงานผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ที่ผ่านมาก็เคยไปเยี่ยมชมโรงานไก่แปรรูปของเครือซีพีที่นครราชสีมา โรงงานไก่ของสหฟาร์มที่หัวหิน และไปดูแล็บวิทยาศาสตร์ของเครือเบทาโกรที่รังสิต ซึ่งทุกที่ที่ได้ไปดูมาทำให้เห็นมาตรฐานที่สูงของการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย และได้เห็นสถิติการส่งออกสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ทั้งนี้รัสเซียถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์ในการส่งออกได้ โดยรัสเซียมีประชากรกว่า 145 ล้านคน หากรวมประเทศในเครืออดีตสหภาพโซเวียตจะมีประชากรรวมกันกว่า 185 ล้านคน ขณะที่รัสเซียก็ยินดีต้อนรับนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนและค้าขายในรัสเซีย ดังตัวอย่างเครือซีพีที่ได้เข้าไปทำธุรกิจในรัสเซียมากว่า 10 ปีแล้ว ปัจจุบันมีทั้งโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงไก่ ฟาร์มเลี้ยงสุกร และมีโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ รวมมูลค่าการลงทุนแล้วประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าที่ผลิตได้ก็ส่งจำหน่ายทั่วรัสเซีย ซึ่งทางรัสเซียยินดีต้อนรับนักลงทุนรายอื่นๆ จากไทยด้วยเช่นกัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 – 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ที่มา : http://www.thansettakij.com/2016/06/23/64410