เวียดนามมั่นใจ พร้อมแข่งขันในตลาดอาหารฮาลาลโลก

 ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนในประเทศเวียดนามมากขึ้น ปัญหาสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน เนื่องจากในหลายพื้นที่ไม่มีร้านอาหารฮาลาล หรือร้านฟาสต์ฟู้ดอย่างเช่น เคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์ให้บริการ อาหารฮาลาลสำเร็จรูปจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค

ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในประเทศเวียดนามจะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ (Minority) แต่ทว่าอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลในประเทศถือได้ว่ามีศักยภาพมาก และนับเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการเวียดนามจะเร่งพัฒนาตนเพื่อมุ่งเป้าไปที่ตลาดฮาลาล โดย Abdullah Abdulrohman ผู้อำนวยการ Halal Viet Nam Export and Import Co Ltd, กล่าวว่า “ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ฮาลาล ไม่ได้เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่คำนึงถึงเรื่องคุณภาพ ความสะอาดและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งการมีสัญลักษณ์ฮาลาลบนผลิตภัณฑ์มีความสำคัญมากในตลาดเวียดนาม”

เวียดนามถือเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของโลก อีกทั้งมีข้อได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาถูกกว่าประเทศคู่แข่ง และมีศักยภาพเพียงพอที่จะลงสู่ศึกในตลาดอาหารฮาลาล

โดยในปี 2557 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นสินค้าเกษตรจำพวกผัก ผลไม้ กาแฟ เครื่องเทศรวมถึงข้าว เป็นต้น  (ข้อมูลจาก Viet Nam Report JSC) สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทั้งนี้สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเวียดนาม (Vietnam Chamber of Commerce and Industry – VCCI) คาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีการขยายตัวของยอดขายราว 7.5% และรายได้ 10.5%

อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดฮาลาล ในปัจจุบันเวียดนามมีผู้ประกอบการในภาคการอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารกว่า 3,500 ราย แต่มีเพียง 200 รายเท่านั้นที่ได้รับการรับรองฮาลาล ซึ่งล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Coca-cola, Pepsi, Masan and Highland Coffee และ Vamilk, Vinamit and Huu Nghi เป็นต้น ภาครัฐจึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและกระตุ้นให้บรรดาผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของตลาดฮาลาล รวมไปถึงการขอรับรองฮาลาลตามมาตรฐานสากล

ยกไทยเป็นต้นแบบการพัฒนา

          ทั้งนี้ เวียดนามยกย่องประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาประเทศจนขึ้นไปสู่ตำแหน่ง “ครัวของโลก (Kitchen of the World)” ถือเป็นต้นแบบที่ดีในการพัฒนา โดยเลขาธิการสมาคม Food and Foodstuff of HCM City Association กล่าวว่า “ไทยและเวียดนามมีหลายอย่างคล้ายคลึงกัน เช่น ไม่ได้เป็นประเทศมุสลิม แต่มีศักยภาพด้านการผลิตและแปรรูปอาหารฮาลาลสูง แต่จะต่างกันตรงที่ประเทศไทยมีประสบการณ์การค้ากับประเทศมุสลิมมากกว่าเวียดนาม และแม้ว่าประชากรไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธแต่ไทยก็พัฒนาจนสามารถก่อตั้งศูนย์การวิจัยอาหารฮาลาลของโลก (world's halal food research centre) เช่นเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ แต่สามารถเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่ฮาลาลรายใหญ่ไปยังตะวันออกกลางได้ หรือแม้แต่สิงคโปร์ที่พัฒนาประเทศขึ้นเป็นศูนย์กลางหรือ Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านโลจิสติกส์สำหรับอาหารฮาลาล ซึ่งก็หวังว่าหากเวียดนามพัฒนาอย่างต่อเนื่องก็จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกัน”

อนาคตที่สดใสในตลาดฮาลาล

          ข้อมูลจาก Halal Viet Nam Export and Import Co Ltd ระบุว่า ในปี 2010 มีประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกประมาณ 1.8 พันล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเท่าตัวในปี 2030 หรือคิดเป็น 27% ของประชากรโลก ซึ่งชาวมุสลิมกว่า 62% อยู่ในทวีปเอเชีย (อยู่ในตะวันออกกลางประมาณ 127 ล้านคน) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในทวีปยุโรปทั้งที่นับถือศาสนาอิสลามหรือศาสนาอื่นๆ มีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล โดยคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ที่มา : http://vietnamnews.vn/economy/269479/vn-firms-can-succeed-in-huge-halal-food-market.html