PFPจับมือพันธมิตรมาเลย์ทุ่มงบ150ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตสินค้าฮาลาลหวังเป็นฐานกระจายสู่ตะวันออกกลาง
พี.เอฟ.พี.ฯเผยภาพรวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปไทยยังเป็นหนึ่งส่งออกไปต่างประเทศ ไม่หวั่นได้รับการต่อต้านจากอียู ล่าสุดผนึกพันธมิตรมาเลเซีย ทุ่มงบ 150 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารทะเลแปรรูป พื้นที่ 1,200 ตารางเมตร หวังใช้เป็นฐานกระจายสินค้าฮาลาลออกสู่ประเทศตะวันออกกลาง ตั้งเป้ายอดขายสินค้าฮาลาล 30 ตัน/ปี จากยอดขายรวมทั้งปีที่ 20,000ตัน/ปี ปลายปีเตรียมโรดโชว์สินค้าที่ซาอุฯ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน THAIFEX 2016 ลุ้นรับโชคจากแคมเปญครบรอบ 30 ปีรวมกว่า 2.5 ล้านบาท
 
     นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งของประเทศ ภายใต้ตราสินค้าพีเอฟพี หรือ PFP เปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปของประเทศไทยว่า ยังเป็นหนึ่งในเรื่องการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพราะหลายประเทศยอมรับว่าการบริโภคปลามีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด ซึ่งอัตราการบริโภคทั่วโลกยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ไม่มากนัก โดยอาหารทะเลของไทยนั้นได้รับการยอมรับทั้งจากยุโรปและอเมริกา แม้ว่าที่ผ่านมาจะถูกต่อต้านจากอียูก็ตาม จึงไม่มีอะไรน่ากังวลมากนัก และในส่วนของบริษัทก็มีการขยายตลาดและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
 
                “ความต้องการบริโภคอาหารทะเลในตลาดโลกยังมีความต้องการในตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภค           ให้ความสนใจสุขภาพมากขึ้น และอาหารทะเลยังคงตอบโจทย์ของกระแสการบริโภคอาหารที่เน้นสุขภาพ                       ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพีสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความสดสะอาด และการได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาล อีกทั้งบริษัทฯ ยังคงมีแผนก R&D ที่คอยคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเรื่องรสชาติผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตออกมาได้ถูกใจผู้บริโภค ซึ่งบริษัทฯ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ครอบคลุมกว่า 21 ประเทศทั่วโลก”นายทวี กล่าว 
 
                ด้านนายธวัชชัย รัตนะพิสิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท  พี.เอฟ.พี. กล่าวว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปได้รับการตอบรับจากทั่วโลก ซึ่งบริษัทฯก็ตอบรับเทรนด์การไม่กินผงชูรส และปราศจากโปรตีนกูเตนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ จึงไม่หยุดที่จะพัฒนาและดันสินค้าเป็นพรีเมี่ยมมากขึ้น ให้สมกับที่นานาชาติคาดหวังจึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า โดยมองว่าจีนยังเป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพ ส่วนเรื่องการต่อต้านจากอียูนั้น มองว่าเป็นข้อดีของบริษัทฯที่สามารถให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งวัตถุดิบได้
 
                ด้านการรุกตลาดใหม่ที่เป็นกลุ่มมุสลิม อย่างประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้เข้าไปทำตลาดมาแล้ว
 
เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกสินค้าและบริการฮาลาลของไทยให้อยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ของโลกภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายจากสินค้าฮาลาลประมาณ30ตัน มีอัตราการเติบโตปีละ 5% จากยอดขายรวมที่ตั้งเป้าไว้ที่20,000 ตัน  โดยในปลายปีนี้จะขยายตลาดด้วยการไปออกบู๊ธโชว์สินค้าที่ประเทศซาอุดิอาระเบียด้วย
 
                อีกทั้งยังมีแผนร่วมทุนกับเอเย่นต์ของบริษัทฯในประเทศมาเลเซีย ในการก่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าฮาลาล พื้นที่ประมาณ1,200ตารางเมตร ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบ ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี2561โดยใช้งบลงทุนประมาณ150 ล้านบาท โดยกำลังการผลิตเริ่มแรกจะอยู่ที่ประมาณ200-300 ตัน/เดือน และใช้ประเทศมาเลเซียเป็นฐานในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เนื่องจากมาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในเรื่องฮาลาลจากทั่วโลกมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย 
 
                ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดขายตลาดในประเทศ 60% และต่างประเทศอยู่ที่ 40% หรือกว่า 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็นในทวีปเอเชียอยู่ที่ 72% ยุโรป 12% อเมริกาเหนือ 8% และโอเชียเนีย(ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) 8% โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 10% และยังมีแผนขยายช่องทางการจำหน่ายและตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดในทวีปยุโรปและอเมริกา เนื่องจากเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังการซื้อสูง ผู้บริโภคเน้นเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับการวางตำแหน่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์พีเอฟพี ที่เน้นเจาะตลาดลูกค้าระดับกลางขึ้นไป ในขณะที่ตลาดเอเชียจะเน้นการเติบโตไปยังประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของสินค้ากลุ่มปูอัด ส่วนตลาดในกัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม(CLMV) จะเน้นการขยายไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตและกลุ่มโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ในตัวเมือง 
 
               “กลยุทธ์ทางการตลาดที่บริษัทฯ ได้วางไว้เพื่อเป็นการรุกตลาดต่างประเทศในปีนี้ คือ 1.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองกับลูกค้าและรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป 2.เพิ่มปริมาณการซื้อของลูกค้าเดิม 5-10% ในปี 2559 โดยการจัดแคมเปญและโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ 3.การแสวงหาลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางการออกงานแสดงสินค้าในตลาดใหม่ๆโดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิมเพื่อขยายตลาดฮาลาล” นายธวัชชัย กล่าว
ที่มา : http://itsbizchannel.com/